![]() | โลหะจำรูป (Shape memory alloys)สรุปและเรียบเรียงโดย คณาจารย์และนิสิต ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 1 บทนำ โลหะจำรูปที่มีสมบัติในการคืนรูปภายหลังได้รับแรงกระทำทางกลจนเกิดการเสียรูปอย่างถาวร โดยสามารถกลับสู่รูปร่างเดิมเมื่อได้รับความร้อนหรืออุณหภูมิที่เหมาะสม โลหะจำรูปถูกค้นพบมาเป็นเวลานานกว่า 70 ปี ซึ่งจากการค้นคว้าของ Darjan (2007)[1] พบว่าปรากฏการณ์จำรูปถูกรายงานเป็นครั้งแรกโดย Chang และ Read ในปี1951 ซึ่งได้ค้นพบโลหะที่มีสมบัติการคืนรูป กล่าวคือ ถ้าโลหะกลุ่มนี้ถูกเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างถาวรจะสามารถคืนกลับรูปเดิมได้เมื่อได้รับอุณหภูมิที่เหมาะสม ความสามารถในการจำรูปนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกของโลหะ ซึ่งโลหะที่ใช้ในการทดลองคือโลหะผสมทองคำแคดเมียม (AuCd) ต่อมาในปี 1964 Buehlerและคณะได้ค้นพบโลหะผสมนิกเกิลไทเทเนียม (NiTi) และได้รับการพัฒนาต่อมาในต้นทศวรรษที่ 1960 โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ในกิจการอวกาศแห่งชาติอเมริกา (NASA) โดยใช้ชื่อว่า Nitinol เป็นการผสมระหว่างชื่อของโลหะ 2 ชนิด คือ นิกเกิล (Nickel, Ni) ไทเทเนียม (Titanium, Ti) และคำว่า Nol เป็นชื่อย่อของห้องทดลองที่ค้นพบ[2] โดยส่วนใหญ่โลหะจำรูปคือโลหะที่มีโครงสร้างผลึกอย่างน้อย 2 โครงสร้าง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปจากโครงสร้างหนึ่งเป็นอีกโครงสร้างได้โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากโครงสร้างมาร์เทนไซต์ (Martensite) เป็นโครงสร้างออสเทนไนต์ (Austenite) ทำให้โลหะชนิดนี้มีสมบัติสภาพยืดหยุ่นยิ่งยวด (Super Elasticity) และปรากฏการณ์การจดจำรูปร่าง (Shape Memory Effect)[2] 2 โครงสร้างจุลภาคและการเปลี่ยนเป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์[1] ปัจจัยสำคัญที่ใช้อธิบายกลไกการจำรูปคือโครงสร้างของโลหะจำรูป ซึ่งประกอบด้วย 2 โครงสร้างหลัก คือ “โครงสร้างออสเทนไนต์ (Austenite)” เป็นโครงสร้างที่มีความเสถียรที่อุณหภูมิสูงและ “โครงสร้างมาร์เทนไซต์ (Martensite)” โครงสร้างที่มีความเสถียรที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งการเปลี่ยนเป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์นั้น (Martensitic Transformation) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โลหะจำรูปสามารถคืนกลับสู่รูปร่างเดิมได้ จากรูปที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ในโลหะจำรูปจะเกิดโครงสร้างออสเทนไนต์ที่มีโครงสร้างผลึกแบบ cubic ที่อุณหภูมิสูง โดยหลังจากอุณหภูมิลดลงและเกิดการคายความร้อนออกโครงสร้างของโลหะจำรูปจะเปลี่ยนเป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่เกิดตำหนิแบบทวิน (Twinned Martensite) และมีโครงสร้างผลึกแบบ Monoclinic ซึ่งเมื่อออกแรงกระทำกับโครงสร้างที่เป็นโครงสร้างทวินมาร์เทนไซต์จะทำให้โครงสร้างยืดออกกลายเป็นโครงสร้างดีทวินมาร์เทนไซต์ (Detwinned Martensite) รูปที่ 1 โครงสร้างของโลหะจำรูป [1] จากที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าเมื่อลดอุณหภูมิโดยไม่อาศัยแรงทางกลจะส่งผลให้โครงสร้างออสเทนไนต์เปลี่ยนเป็นโครงสร้างทวินมาร์เทนไซต์ ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาที่สามารถย้อนกลับได้ (Reverse Martensitic Transformation) กล่าวคือ หากให้ความร้อนกับโครงสร้างทวินมาร์เทนไซต์จะทำให้โครงสร้างเปลี่ยนกลับไปเป็นออสเทนไนต์ได้เช่นกันดังแสดงในรูปที่ 2 ซึ่งจากปรากฏการณ์ดังกล่าวจะพบว่ามีอุณหภูมิที่เกี่ยวข้องอยู่ 4 จุดดังนี้ รูปที่ 2 การเปลี่ยนโครงสร้างเนื่องจากอุณหภูมิ[1] 1) Msเป็นอุณหภูมิที่เริ่มเปลี่ยนจากโครงสร้างออสเทนไนต์เป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์ รูปที่ 3 Hysteresis curve ของโลหะจำรูปโดยแกน x คืออุณหภูมิ และแกน y คือสัดส่วนของโครงสร้างมาร์เทนไซต์[1] เราสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างระหว่างออสเทนไนต์กับมาร์เทนไซต์ได้โดยการใช้กราฟฮิสเทอริซิส (Hysteresis curve) ซึ่งใช้อธิบายพฤติกรรมการเปลี่ยนโครงสร้างของโลหะจำรูปได้เป็นอย่างดีดังแสดงในรูปที่ 3 จะพบว่าวัสดุสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกลับไปกลับมาได้เรื่อยๆหากไม่ใช้งานโลหะจำรูปที่อุณหภูมิสูงเกินไปและอุณหภูมิระหว่างการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าและย้อนกลับนั่นมีอุณหภูมิต่างกันเพียง 10 ถึง 50°C เท่านั้นขึ้นอยู่กับชนิดของโลหะจำรูป รูปที่ 4 การเปลี่ยนโครงสร้างของ Nitinol จากโครงสร้างแบบ BCC กล่องสีเทาทางด้านซ้าย ไปเป็นโครงสร้างแบบ Tetragonal ทางด้านขวาและขนาด Lattice Parameter เมื่อเทียบกล่องกรอบสีดำทางด้านซ้ายและด้านขวา[1] จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยไม่อาศัยการแพร่ทำให้เกิดโครงสร้างทวินมาร์เทนไซต์ขึ้น โดยโครงสร้างดังกล่าวจะประกอบไปด้วย Variant ของโครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่เกิดขึ้นจากการเรียงตัวของแผ่นมาร์เทนไซต์ในทิศทางที่แตกต่างกันดังแสดงในรูปที่ 5 (a) จะพบว่ามี Variant 2 ชนิดคือชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 โดยขณะที่ออกแรงกระทำกับโครงสร้างทวินมาร์เทนไซต์นั้นจะเกิดการยึดออก ทำให้เกิดโครงสร้างดีทวินมาร์เทนไซต์ขึ้นเนื่องมาจาก Variant เกิดการเคลื่อนที่และเติบโตขึ้น โดยทิศทางของแรงกระทำนั้นจะส่งผลต่อการเติบโตของ Variant หากแรงที่กระทำมีทิศทางเดียวกับทิศทางที่ Variant ใดวางตัวอยู่ Variant นั้นก็จะเกิดการเติบโตขึ้นได้ง่ายดังแสดงในรูปที่ 5 (b) (c) และ (d) พบว่า Variant 1 จะสามารถเติบโตได้ดีหากได้รับแรงดึง และ Variant 2 จะเติบโตได้ดีหากได้รับแรงกด กลไกที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะช่วยทำให้เกิดโครงสร้างแบบดีทวินมาร์เทนไซต์ขึ้นแล้วยังส่งผลต่อความสามารถในการคืนกลับไปเป็นโครงสร้างออสเทนไนต์หากได้รับความร้อนอีกด้วย รูปที่ 5 การเติบโตของ Variant ในโครงสร้างทวินมาร์เทนไซต์ (a) แสดงลักษณะของ Variant ที่เกิดใน โครงสร้างโครงสร้างทวินมาร์เทนไซต์ (b), (c) และ (d) แสดงการเติบโตของ Variant เมื่อได้รับแรงกระทำต่างกัน[1] จากปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ดังกราฟที่แสดงในรูปที่ 6 จะพบว่าจากตำแหน่งที่ 1 ถึงตำแหน่งที่ 2 เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างจาก “ออสเทนไนต์” เป็น “มาร์เทนไซต์” โดยการลดอุณหภูมิซึ่งในโครงสร้างแสดงให้เห็นว่าขนาดของชิ้นงานเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนักและโครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่เกิดขึ้นยังมี Variant เกิดขึ้นในหลายทิศทางซึ่งเรียกโครงสร้างที่เกิดขึ้นนี้ว่า “ทวินมาร์เทนไซต์” จากนั้นเมื่อให้แรงภายนอกกระทำกับโลหะจำรูปจากตำแหน่งที่ 2 ไปตำแหน่งที่ 3 พบว่า Variant เกิดการเคลื่อนที่และเติบโตขึ้นเมื่อออกแรงดึงโลหะจำรูป Variant A สามารถเกิดการเติบโตได้ดีกว่า Variant ชนิดอื่น เนื่องจากวางตัวอยู่แนวเดียวกับทิศทางการรับแรงส่งผลให้เกิดโครงสร้างที่เรียกว่า “ดีทวินมาร์เทนไซต์” ขึ้นโดยมี Variant A เป็นหลักและเมื่อคลายความเค้นออกจากตำแหน่งที่ 3 ไปตำแหน่งที่ 4 โลหะจำรูปจะคงโครงสร้างนี้ไว้และเมื่อได้รับความร้อนก็จะสามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นโครงสร้างออสเทนไนต์ได้อีก ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถูกเรียกว่า “ปรากฏการณ์การจดจำรูปร่าง (Shape Memory Effect)” รูปที่ 6 ปรากฏการณ์การจดจำรูป (Shape Memory Effect) [1] 3 ปรากฏการณ์การจดจำรูปและสภาพยืดหยุ่นยิ่งยวด จากปรากฏการณ์ที่เรียกว่าปรากฏการณ์การจดจำรูป (Shape Memory Effect) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เมื่อให้แรงหรือเปลี่ยนรูปร่างโลหะไปแล้วโลหะสามารถกลับคืนรูปร่างตัวเองได้เมื่อให้ความร้อนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมปรากฏการณ์การจดจำรูปสามารถแบ่งตามการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอุณหภูมิได้เป็น 2 แบบ คือ การจำรูปแบบทิศทางเดียว (One-way Shape Memory Effect) กล่าวคือ ถ้าเรานำสปริงจำรูปที่เดิมหดสั้นมาดึงให้ยืดออกที่อุณหภูมิต่ำ จากนั้นทำให้สปริงนี้ร้อนขึ้นสปริงจะหดกลับรูปเดิม อย่างไรก็ตามถ้าเราทำให้สปริงเย็นลงอีกครั้งสปริงจะหดตัวอยู่อย่างนั้น (ภาพ(a)) ปรากฏการณ์การจดจำรูปอีกแบบหนึ่ง เรียกว่า การจำรูปแบบสองทิศทาง (Two-way Shape Memory Effect) ถ้าเรานำสปริงจำรูปแบบสองทิศทางที่เดิมหดสั้นที่อุณหภูมิต่ำมาทำให้ร้อนขึ้นสปริงจะยืดออกเองโดยอัตโนมัติและถ้าเราทำให้สปริงเย็นลงอีกครั้งสปริงจะหดตัวกลับเองโดยอัตโนมัติเช่นกัน (ภาพ(b)) จะเห็นว่าโลหะจำรูปแบบ 2 ทิศทางสามารถเปลี่ยนรูปร่างกลับไปกลับมา 2 แบบได้โดยใช้การเพิ่มหรือลดอุณหภูมิเท่านั้น ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือเราสามารถ “ฝึกสอน” โลหะจำรูปแบบทิศทางเดียวให้กลายเป็นแบบสองทิศทางได้โดยใช้กระบวนการเชิงกล–ความร้อน (Thermo-mechanical Treatment) รูปที่ 7 แผนภาพเปรียบเทียบ a) การจำรูปแบบทิศทางเดียว b) การจำรูปแบบสองทิศทาง[3] การฝึกสอนโลหะจำรูปทิศทางเดียวให้มีความจำเพิ่มขึ้นโดยกระบวนการฝึกสอนโลหะจำรูปมีความจำแบบสองทิศทาง (TWSM Training) เป็นการใช้กระบวนการทางกล-ความร้อนการฝึกสอน คือ การจำกัดจำนวนของมาร์เทนไซต์ที่สามารถเกิดขึ้นเมื่อวัสดุถูกทำซ้ำที่อุณหภูมิร้อน-เย็นต่ำกว่าอุณหภูมิวิกฤติ รูปที่ 8 การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของโลหะจำรูป รูปที่ 9 ภาพขั้นตอนการฝึกโลหะจำรูป [5] ส่วนใหญ่การฝึกความจำสองทิศทางนั้นจะทำหลายๆครั้ง ซึ่งการ Training จำนวนหลายครั้งจะทำให้เปอร์เซ็นความเครียด (%Strain) มีค่ามากขึ้นแต่จำกัดที่ประมาณ 8% และทำได้กับอัลลอยด์บางชนิดเท่านั้นและถ้าเราใช้ไปนานๆก็จะเกิดการเสื่อมสภาพของอัลลอยด์ได้โดยการเสื่อมสภาพจะขึ้นกับวัฏจักรของการให้ความร้อน สภาพยืดหยุ่นยิ่งยวด (Super Elasticity) เป็นคุณสมบัติเหมือนยางคือเมื่อให้แรงหรือเปลี่ยนรูปโลหะไปแล้วโลหะจะคืนรูปกลับเหมือนเดิมเพียงแค่ปล่อยแรงออกภายใต้เงื่อนไขบางประการโลหะจำรูปอาจแสดงการจำรูปได้โดยไม่ต้องมีอุณหภูมิเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเรียกว่าสภาพยืดหยุ่นยิ่งยวด (Super Elasticity) โลหะยืดหยุ่นยิ่งยวดอาจถูกดัดงอหรือดึงยืดได้มากๆ (อาจสูงได้ถึง 8% เทียบกับโลหะปกติส่วนใหญ่ซึ่งมีช่วงยืดหยุ่นต่ำกว่า 1%) และสามารถคืนรูปร่างเดิมได้โดยเพียงการปล่อยแรงที่กระทำ ทั้งสองคุณสมบัตินี้เกิดขึ้นโดยอาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างของโลหะที่เรียกว่า Martensitic Transformation โดยการเปลี่ยนโครงสร้างผลึกภายในจะมีกลไกที่ไม่เหมือนโลหะทั่วไปโดย SMA จะทำให้เกิดการเฉือน (Shear Strain) ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี Slip Deformation ในโลหะจำรูป (Shape Memory Alloys, SMA) มีหลายประเภท เช่นTi-Ni, Au-Cd, Cu-Zn, Fe-Pt, Pe-Pd, Ni-Al และอื่นๆแต่ที่เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือโลหะผสม Ti-Ni เนื่องจากมีคุณสมบัติทางกลที่ดีและเสถียรที่สุด 4 การใช้งานโลหะจำรูป รูปที่ 10 กรอบแว่นตาที่ผลิตมาจากโลหะจำรูปโดยใช้สมบัติความยืดหยุ่นยิ่งยวด[6] ชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น อุปกรณ์ทางทันตกรรมคือลวดจัดฟันดังที่แสดงในรูป 11 ซึ่งโดยปกติลวดจัดฟันทั่วไปจะทำมาจากโลหะเหล็กกล้าไร้สนิมซึ่งผู้จัดฟันจะต้องไปพบแพทย์ทุกสามถึงสี่อาทิตย์เพื่อทำการขยับเหล็กจัดฟันให้แน่นขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางในการจัดฟันให้ได้รูปแบบที่ต้องการ แต่ลวดจัดฟันที่ทำมาจากโลหะจำรูปจะทำให้ระยะเวลาในการพบแพทย์ของผู้จัดฟันลดระยะจากสามถึงสี่อาทิตย์เป็นสามถึงสี่เดือน เนื่องมาจากความสามารถในการคืนรูปจะทำให้เหล็กดัดฟันจากโลหะจำรูปจะกดแน่นไปกับฟันจนกว่าจะคืนรูปได้ถึงรูปร่างเดิมซึ่งทำให้ระยะเวลาในการจัดฟันลดลงและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้จัดฟันเนื่องจากลดระยะเวลาในการพบแพทย์ รูปที่ 11 เหล็กจัดฟันที่ทำจากโลหะจำรูป NiTi [7] การประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ เช่น การใช้ทำตัวยึดเพื่อรักษาอาการกระดูกหักดังที่แสดงในรูป 12 ซึ่งใช้สมบัติความยืดหยุ่นยิ่งยวดของโลหะจำรูปในการยึดกระดูกที่แตกหักหรือร้าวเพื่อเชื่อมต่อกระดูกให้สมานกัน รูปที่ 13 เป็นตัวอย่างลวดนำทาง (Guide Wire) ซึ่งใช้สาหรับการผ่าตัดที่ต้องใช้สายสวน ซึ่งสมบัติยืดหยุ่นที่ดีของโลหะจำรูปทำให้ลวดนำทางสามารถซอกซอนเข้าไปในเส้นเลือดที่มีขนาดเล็กหรือใช้ในการผ่าตัดเส้นประสาทได้ดีกว่าการใช้ลวดโลหะโดยทั่วไป รูปที่ 12 ตัวยึดกระดูก เพื่อใช้รักษาอาการกระดูกแตกหักหรือร้าว [8] รูปที่ 13 ลวดนำทาง (Guide wire) สำหรับการผ่าตัดที่ต้องสอดสายสวน [1] การใช้งานสมบัติการจดจำรูป (Shape Memory Effect) คือสมบัติจำรูปที่อุณหภูมิต่างๆโดยอาศัยสมบัติการเปลี่ยนโครงสร้างที่อุณหภูมินั้นๆทำให้วัสดุสามารถจำรูปและคืนรูปเมื่ออุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิในการเปลี่ยนโครงสร้าง ซึ่งสมบัตินี้ทำให้โลหะจำรูปถูกนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดทั้งอุปกรณ์ทางด้านการทหาร, อุปกรณ์ทางการแพทย์, และเครื่องมือเครื่องใช้ทั่วๆไปเช่นข้อต่อท่อจำรูปโดยใช้สำหรับทำลิ้นเปิดปิดพบมากในอุตสาหกรรมอากาศยานและเรือเดินสมุทร[1]แสดงไว้ในรูปที่ 14 รูปที่ 14 โลหะจำรูปที่ใช้สาหรับทำลิ้นเปิดปิดในอุตสาหกรรมอาศยานและเรือเดินสมุทร [1] การใช้งานวัสดุจำรูปสำหรับทำข้อต่อในเครื่องบินรบแทนการเชื่อมช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการสวมประกอบและลดความเสียหายจากผลกระทบทางความร้อนจากการเชื่อมแสดงไว้ในรูปที่ 15 โดยที่ภาพบนเป็นข้อต่อที่สภาวะที่เป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์และภาพล่างเป็นภาพข้อต่อที่เป็นโครงสร้างออสเทนไนต์ รูปที่ 15 Connector ในเครื่องบินรบ ภาพบนเป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์ ภาพล่างเป็นโครงสร้างออสเทนไนต์ [1] สวิตช์ตัดไฟและระบบเปิดปิดไฟอัตโนมัติโดยผลิตจากโลหะจำรูปโดยใช้สมบัติการจำรูปของโลหะจำรูปทำให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างที่อุณหภูมิสูงและเกิดการเปลี่ยนรูปร่างที่ทำให้สวิตช์ไฟฟ้าทำงาน[1] รูปที่ 16 ระบบการทำงานของสวิตช์ตัดไฟหากเกิดการลัดวงจรไฟฟ้า นอกจากนี้สมบัติจำรูปของโลหะจำรูปยังได้รับความนิยมในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น อุปกรณ์ถ่างขยายหลอดเลือดทดแทนการทำบอลลูน ซึ่งการทำบอลลูนในอดีตใช้อุปกรณ์ถ่างขยายหลอดเลือดที่ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิมซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อในระหว่างกระบวนการ รูปที่ 17 การถ่างขยายหลอดเลือดโดยใช้บอลลูน [7] รูปที่ 18 อุปกรณ์ถ่างขยายหลอดเลือดแบบต่างที่ผลิตจาก NiTi รูปที่ 19 ตัวอย่างการใช้ตัวถ่างขยายหลอดเลือดที่เส้นเลือดแดงใหญ่ [8] รูปที่ 18 และรูปที่ 19 แสดงตัวอย่างตัวถ่างขยายหลอดเลือดที่ทำจากโลหะจำรูป ซึ่งทำให้การใช้งานสามารถลดระยะเวลาในการต่อบอลลูนเพื่อถ่างขยายหลอดเลือดลงโดยการใช้การต่อสายน้ำเกลือเพื่อปรับอุณหภูมิกว่าอุณหภูมิร่างกายและดำเนินการสอดตัวถ่างขยายเข้าไปในเส้นเลือดเมื่อเข้าไปถึงบริเวณที่เส้นเลือดอุดตันจะถอดสายน้ำเกลือออกเพื่อปรับอุณหภูมิให้เท่าอุณหภูมิร่างกายตัวถ่างขยายจะเปลี่ยนโครงสร้างกลับเป็นโครงสร้างออสเทนไนต์และขยายออกโดยในรูปที่ 20 แสดงตัวถ่างขยายหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ดักจับลิ่มเลือดที่อาจเป็นสาเหตุของการอุดตันของเส้นเลือด รูปที่ 21 แสดงตัวอย่างลวดดักจับสิ่งแปลกปลอมในเส้นเลือดดำใหญ่วีนาคาวาซึ่งทำเป็นลักษณะคล้ายร่มโดยตัวโครงทำจากโลหะจำรูปและเมมเบรนของพอลียูริเทนเป็นเสมือนร่มที่หุ้มโครงด้านนอกไว้ รูปที่ 20 อุปกรณ์ถ่างขยายหลอดเลือด[1]และกรองลิ่มเลือด [8] รูปที่ 21 ลวดดักจับสิ่งแปลกปลอมในเส้นเลือดดำใหญ่ วีนาคาวา จะเห็นได้ว่าโลหะจำรูปเป็นวัสดุวิศวกรรมที่มีประโยชน์อย่างมาก ทำให้ในปัจจุบันโลหะจำรูปมีแนวโน้มในการใช้งานที่หลากหลายและกว้างขวางขึ้นทั้งในการใช้งานในอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น วาล์วเปิดปิดน้ำร้อน, สวิตช์ตัดไฟ, เครื่องชงกาแฟ และอุปกรณ์ที่ใช้ในทางการแพทย์ 5 บทสรุป
Sexs oyuncakları fantezi ürünleri erotik shop Alışverişinizi İnternetten Yapmak İçin 5 Neden. |